อะไรคือ อีคอมเมิซ3.0และอะไรคืออีคอมเมิซ4.0

#ไม่มีอะไรที่ไม่มีในเน็ต และ ในเน็ตเอง ก็แยกย่อยไปอีกว่า ที่ไหนถูกกว่าที่ไหน? ก็เลย มีเว็บเทียบราคาเกิดขึ้น เมื่อเทียบแล้วกลายเป็นถูกสุดมีเจ้าเดียว แล้ว ที่ถูกสุดก็คือจีน ดังนั้น ในmarket place ที่ไร้พรมแดน ไร้เกราะป้องกัน ทำให้ พ่อค้าชาวต่างชาติ เข้ามาขายสินค้าแทนคนไทยไปแล้ว และ นั่นคือ โลกของอินเตอร์เน็ต แต่ถ้าไม่อยากเข้าใจผิด เพราะคนต่างชาติ อธิบายเป้นภาษาไทยไม่เข้าใจ ก็อาจทำให้ ผู้ซื้อเข้าใจผิดในตัวสินค้าได้ แต่ก็ไม่แน่ ในอนาคต เค้าก้จ้างคนไทยมาแปลอยู่ดี แต่อย่างไรก็ไม่สามารถ เข้าใจคนไทยได้เหมือนคนไทยด้วยกันอยู่ดี ดังนั้น ตลาดนัดคือคำตอบของ market place
พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดหลายราย ก็เจอลูกค้าเปิดหน้าเว้บให้ดู ซึ่งบอกเลยว่า บางร้านด่าด้วย ไล่ไปซื้อในเน็ตด้วย 555 เคสมือถือ เลือกแล้วเลือกอีก ไปสั่งในเน็ตก็ต้องสั่งกับ 4.0 (MARKET PLACE)ขืนไปสั่งกับ 3.0 (เว็บ บล็อก เฟส ทูป) มีหวังเอาเค้ามาเสียบประจาน ประจานพ่อค้าแม่ค้า3.0ยังพอว่า ไปประจานพ่อค้าแม่ค้าใน4.0เข้า กระแสตีกลับแน่นวล

แหม่มโกดัง เปิดประเด็น เสียบประจาน คนขายของในลาซาด้า
เอาเค้าไปโพสต์ประจานในเฟส กระแสตีกลับ ชาวเน็ตแห่เข้าใจพ่อค้าแม่ค้า
หมดยุคเสียบประจานการค้าแบบ4.0 ส่วน3.0ก็ยังประจานได้ 55555555

คลิกที่ภาพ….

  • อีคอมเมิซ3.0ก่อนที่เราจะมาเรียนรู้ว่าอีคอมเมิซ4.0คืออะไร เราก็ต้องมาเรียนรู้ก่อนว่า 1.0 และ 2.0 คืออะไร เป็นแบบใดอีคอมเมิซ1.0
    คือการขาย ทั่วไป ไปรับที่แหล่งค้าส่ง ไปรับจากสำเพ็ง โบ๊เบ๊ คลองถม สะพานเหล็ก นำมาขายหน้าร้าน โดยไม่ได้พึ่งพาอีคอมเมิซ เท่าใดนัก
    พึ่งพาเพียง แฟ็กส์ โทรศัพท์ บางยุคไม่มีโทรศัพท์ด้วยซ้ำ
    จะเรียกว่าอีคอมเมิซก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเป็นใน อาคารพันทิป(ไม่ใช่pantip.comนะ) น่าจะใช่อีคอมเมิซ2.0
    ยุคที่การค้าเริ่มต้นในปี 1991 ที่คอมพิวเตอร์มีราคาแพง บางตัว 3 แสนกว่าบาท และ ในปี 1995 ราคาอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาท   ในปี 1998 ราคาถูกสุดแบบพอใช้ได้ราคา 29900 บาท เป็นต้น ซึ่งต้องประกอบเอง และ บางพื้นที่ ไม่มีร้านคอม นอกจากพันทิป ซึ่งเป้นแหล่งคอมพิวเตอร์ คนจึงไปกระจุกตัวที่นั่น และ เป็นยุคเริ่มต้น อีคอมเมิซแบบ 2.0 เริ่มมีการทำเว็บเพจ เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์เสนอขายสินค้า ยังไม่มีแพลทฟอร์มใดๆ แต่ละคน ทำเว้บแบบง่ายๆขึ้นมาเสนอขายสินค้า และ เรื่องที่ตนเองสนใจ เท่านั้นอีคอมเมิซ 3.0
    ยุคที่เริ่มต้นประมาณปี 1998 ตลาดดอทคอมถือเป็นเว้บแรกๆที่ ทำอีคอมเมิซแบบ3.0 แต่แนวคิดคือ ให้ทุกคนมารวมตัวกัน ในพื้นที่เซิฟเวอร์เดียวกัน สินค้าทุกชนิด มากระจุกตัวอยู่ในเซิฟเวอร์ ที่ตั้งอยู่ที่ จังหวัดตราด เพียงที่เดียว และ google เริ่มเก็บข้อมูล ทุกเว้บเพจ   ยุคนี้ยังไม่มีโซเชียลใดๆทั้งสิ้น   อินเตอร์เน็ตสูงสุดคือ 512 k คือไม่ถึง 1 เม็ก เริ่มจาก โมเด็ม 56 K
  • อีคอมเมิซ 3.5
    เริ่มต้นมากับตลาดจำนวนไม่น้อยสำหรับร้านค้า แอดมินประมงก้คือ1ในนั้น
    และ เป็นร้านที่ติดท็อบมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นเว็บมาสเตอร์ ที่เข้าใจระบบของ keyword และ ยังเป้นเพียงผู้ฝึกหัด ในการเป้นเว้บมาสเตอร์เท่านั้น
    ก้ได้เริ่ม ลงข้อมูลมาจากปี 2000 เพื่อเสนอขายสินค้า และ สินค้าชิ้นแรก ก็คือ แหเย็บ เป็นแหที่ทำจากมือคนไทย และ ที่น่าแปลกใจคือ คนที่สั่งกลับกลายเป้นคนสเปน ไม่ใช่คนไทย และ โอนเงินมาจากสเปน เพื่อให้แอดมินจัดส่ง แหเย็บมือ ชนิดพิเศษ ที่แอดมินประมง ตั้งใจทำเว้บเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลของชาวฟาร์ม ในปี 2000 แต่วิกฤติตะกั่วยัดลงหัวกุ้ง ดันมาเกิดซะก่อน ทำให้วงการกุ้งของไทยล้มเป็นโดมิโนเลย ด้วยความเห็นแก่ตัวของคนบางคนแค่นั้น และ หลังจากนั้น ก็มีโซเชี่ยลในปี 2004 และ youtube ในปี 2000 แต่youtube ยังไม่ได้ถูก google ซื้อไปในยุคแรกของโซเชียล ยังใช้คอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่อ เนื่องจากมือถือยังเป็น GPRS อยู่ และ มือถือยังเป็นซิมเบี้ยนอยู่ ไม่สามารถเล่นได้เหมือนในปัจจุบัน คนกลุ่มหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์มานาน ก็ได้เห็นประโยชน์ของโซเชี่ยล และ นำสินค้าลงขายในโซเชี่ยล หลายคนเป็น เน็ตไอดอลในช่วง 2004-2014  นี้เป็นอันมาก และ สิ้นสุดยุคเน็ตไอดอลในปี 2016 กลางเดือนเมษายน เนื่องจากการมาถึงของ live streaming บรอดแคสเตอร์  มีเว็บแบบอีคอมเมิซตลาดมากมาย เช่น เทพช็อบ และ ก่อนมีแอพลิเคชั่น ยังไม่เป็น marketplace  ยุค3.0คือยุคมืดของพ่อค้าแม่ค้า แต่เป็นยุคทองของstart up ในยุค 2000 และ ไม่มีกฎหมายคอมเข้ามาเกี่ยวข้อง การเสียบการประจาน การใส่ร้าย เกิดไปทั่วทุกพื้นที่โลกออนไลน์ และ การหลอกลวงเต็มไปหมดในโลกออนไลน์ การATTACK จากผู้ไม่ได้ซื้อจริง การเสนอขายแบบลูกโซ่ รวมถึงการเข้ามาของมิจฉาชีพ ที่เข้าถึงอุปกรณ์ราคาถูก และ ข้อมูลข่าวสารที่เสมอกัน ทำให้ จบสิ้นยุคของ 3.5 ไปโดยปริยายเมื่อถึงยุคของ4.0 และ การคอมเม้นแบบผิดกฎหมาย คือ คอมเม้นท์ไปที่ร้าน คอมเม้นไปที่ หน้าตาของผู้ขาย คอมเม้นไปยังนิสัยของผู้ขาย โดยเอามาพ่วงกับสินค้า เช่น ไอ้นี่ขี้โอ่ ไอ้นี่แย่งผัวชาวบ้าน ไอ้นี่มีเมียน้อย ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับตัวสินค้าเลย

    #อีก5ปีข้างหน้า ธุรกิจที่ไม่ทำอีคอมเมิซ
    จะล่มสลาย”

    ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ ข้อความ

    อีคอมเมิซ4.0
    เริ่มต้นจาก แอพลิเคชั่น การเกิดขึ้นของแอพ ก็เหมือนการเกิดขึ้นของ โปรแกรม ในยุค 1990 นั่นเอง เพียงแต่โปรแกรมต้องซื้อหา และ นำมาลงในเครื่องคอม แต่ แอพ แทบไม่ต้องซื้อหา และ โหลดได้ทันที เนื่องจากประชากรเน้ตในยุค90S ในประเทศไทยมีจำนวนไม่ถึง1ล้านคน แต่ในปัจจุบัน ประชากรเน็ตมีจำนวนถึง 45 ล้านคน โดยดูจาก อุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงอินเตอร์เน็ต สะดวกสบาย ในยุคอีคอมเมิซ3.5นี้ เป็นยุคของ การตลาดแบบ MLM ที่เราเห้นทั่วไป เช่น นำน้ำมันถังมากรอกขาย หรือ ครีมคอลลาเจนมาแพ็คเกจใหม่ และ ขาวระบบดาวน์ไลน์ ซึ่งขายดีมาก เป็น ระบบอุปสงค์เทียมซะส่วนมาก  และ ในปี 2014 เริ่มมีการใช้แอพมาควบคุมเว็บอีกที เรียกว่า API ซึ่งAPI นี้ ใช้ในการเชื่อมต่อ ชุดคำสั่งของแอพให้ทำงานประสานกับเว็บไซด์ กล่าวคือ เมื่อมีการขยับupdate ข้อมูลในมือถือ เว็บก็อัพเดทไปด้วย ทำให้ สินค้ามีจำนวนมาก และ แข่งขันกันสูง เข้าสู่ redzone ง่ายขึ้น และ ถูกสุดมีเจ้าเดียว ทั้งยังมีการเปรียบเทียบราคาอีกด้วย ซึ่งนิยมมาก

    แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อในยุค4.0 (2014-ปัจจุบัน) เป็นผู้ซื้อจริง้ท่านั้น ที่มีสิทธิ์ในการ คอมเม้น ตรงไปยังตัวสินค้า และ มีคะแนนให้ โดยผู้ซื้อจริง เป็นการคอมเม้นท์แบบถูกกฎหมายนั่นเอง ถ้าหากสินค้าดี ก็จะมีคนชมจริง อาจจะมีหน้าม้าบ้างแต่ก็เป็นการคอมเม้นท์จากผู้ซื้อจริง ถ้าสินค้าไม่ดีจริง คอมเม้นท์ของหน้าม้าก็ไม่อาจสู้คอมเม้นและคะแนนรีวิว จากผู้ซื้อจริงได้นั่นเอง
    และ มิจฉาชีพก็ไม่อาจล่อลวงประชากรเน็ตได้อีกต่อไป เพราะเป็นระบบที่ พ่อค้าแม่ค้าตัวจริงเท่านั้นที่จะสามารถผ่านขบวนการคัดกรอง และ มิจฉาชีพไม่อาจผ่านลำดับแบบขั้นบันได ของ 4.0 ไปได้อย่างแน่นอน
    #อีก5ปีข้างหน้า ธุรกิจที่ไม่ทำอีคอมเมิซ
    จะล่มสลาย” บิลเกตุกล่าว
    //แอดมินประมง

(Visited 26 times,2,158,1 visits today)

Related Post

Rating: 4.9. From 2 votes.
Please wait...
2017-12-03T03:32:55+00:00

Leave A Comment